วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านห้วยหญ้าไซ จังหวัดเชียงราย


ความเป็นมา
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านห้วยหญ้าไซ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในการนี้ได้พระราชทานพระราชดำริแก่ นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ พระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ให้ดำเนินการสำรวจและจัดหาพื้นที่จัดตั้งเป็นโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่

วัตถุประสงค์
1. เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2. เพื่อให้ราษฎรมีความรู้สึกรัก และหวงแหนป่าไม้ที่มีอยู่และที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
3. เพื่อให้ราษฎรเกิดความรู้สึกมีความมั่นคงในครอบครัวและชุมชนที่อาศัยอยู่
4. เพื่อให้แหล่งน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่สร้างขึ้นที่มีอยู่ในโครงการและรอบๆ มีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ตลอดไป

ที่ตั้งโครงการ
หมู่บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ที่ 11 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ
1. สำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย2. สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ)

ระยะเวลาดำเนินการ
เริ่มตั้งแต่ปี 2542


ผลการดำเนินงานปี 2543 (กรมป่าไม้)
1. สำรวจออกแบบและก่อสร้างถนนป่าไม้ลำลอง 10 กิโลเมตร
2. งานอำนวยการ 1 งาน
3. ปลูกป่าทั่วไป 500 ไร่
4. สร้างฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน 50 แห่ง

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านคมนาคม การสื่อสาร และเทคโนโลยี


โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านคมนาคม การสื่อสาร และเทคโนโลยีจะเกี่ยวกับการปรับปรุงถนนหนทาง ทั้งในชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เพื่อใช้สัญจรไปมาและนำสินค้าออกมาจำหน่ายภายนอกได้โดยสะดวก ซึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านคมนาม โครงการแรกคือโครงการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ (ปัจจุบันคือตำบลทับใต้) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนกระทั่งโครงการสะพานพระราม 8 ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาการสัญจรของประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ได้รับความสะดวกยังผลสู่ภาพรวมของประเทศทั้งด้านสังคม และเศรษฐกิจ ดังพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ความว่า

“สำหรับการจราจรเครื่องมือนั้นสำคัญที่สุดคือถนนก็ต้องมีถนนที่เหมาะสมทีเครื่องควบคุมการจราจรไม่ใช่เรื่องของรัฐศาสตร์ หรือของตำรวจ หรือของศาล เป็นเรื่องของวิศวกรรมก็จะต้องให้ดีขึ้น คือหมายความว่าทำให้ถนนดีขึ้น ให้สอดคล้อง ซึ่งเป็นการบ้านที่หนักสุด เพราะว่ากรุงเทพฯ ได้สร้างมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ไม่ได้มีแผนผังเมืองที่จริงๆ จัง ก็มีการผังเมืองของทางการ แต่ว่าก็ไม่ได้ประโยชน์มากนักเพราะว่าคนไทย ตามชื่อคนไทย คืออิสระบังคับกันไม่ได้ จะสร้างอะไรก็สร้าง อยากจะสร้างเดี๋ยวนี้ก็สร้างก็ไปขวางกับคนอื่น คือขวางทางอื่นอันนี้ก็เลยแก้ไม่ได้...”

โครงการพระราชดำริการยกร่องปลูกพืชในพื้นที่พรุ




ความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวทางในการขุดยกร่องสำหรับพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด สำหรับเป็นตัวอย่างให้เกษตรกร ให้ขุดเอาหน้าดินสีดำซึ่งเป็นดินดีจากแนวคูน้ำไปเสริมหน้าดินบนสันร่อง ทำให้ได้หน้าดินดีหนามากขึ้น ดินด้านล่างที่ขุดขึ้นมาใช้เสริมสันร่องด้านข้าง กรดที่เกิดขึ้นจะถูกชะล้างลงไปยังคูน้ำด้านข้างได้ง่าย น้ำเปรี้ยวในคูน้ำ ต้องมีการถ่ายเทออกไป แล้วนำน้ำดีเข้ามาแทนที่อย่างสม่ำเสมอ


การดำเนินงาน

ก่อนขุดยกร่องต้องสำรวจความลึกของชั้นดินเลน เมื่อทราบแล้วให้ขุดลึกเพียงแค่ระดับดินเลน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเติมออกซิเจน อาจจะทำให้ดินเป็นกรดจัดมากขึ้นขั้นตอนการขุดร่องพอสรุปได้ดังนี้ ก) วางแนวร่องให้เหมาะสมกับชนิดของพืชที่จะปลูก ซึ่งโดยทั่วๆ ไปสันร่องจะกว้างประมาณ 6 - 8 เมตร ส่วนท้องร่องกว้างประมาณ 1 - 1.5 เมตร ข) ระหว่างร่องที่จะขุดคู ให้ใช้แทรกเตอร์ปาดหน้าดินมาวางไว้กลางสันร่อง หน้าดินของดินเปรี้ยวจัด ส่วนใหญ่จะมีอินทรีย์วัตถุสูง และค่อนข้างร่วนซุย จึงมีประโยชน์มากหากจะนำมากองไว้ช่วงกลางสันร่อง มิฉะนั้นหน้าดินดังกล่าวจะถูกดินที่ขุดขึ้นมาจากคูกลบเสียก่อน ค) ขุดดินจากคูที่วางแนวไว้มากลบบริเวณขอบสันร่องที่หน้าดินถูกปาดออกไปแล้ว สันร่องจะสูงอย่างน้อย 50 ซม. เหมาะที่จะปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้นต่างๆ ง) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมควรมีคันดินที่อัดแน่นล้อมรอบเพื่อป้องกันน้ำซึม มีระดับความสูงมากพอที่จะป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน จ) ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำเข้า - ออก เนื่องจากน้ำในคู หากปล่อยทิ้งไว้นาน 3 - 4 เดือน จะแปรสภาพเป็นกรดจัด จึงควรมีการถ่ายเทน้ำออก 3 - 4 เดือนต่อครั้ง แล้วสูบน้ำดีเข้ามาแทน ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมมาก ควรยกร่องเตี้ยๆ เพื่อพืชล้มลุกหรือพืชผักแทน โดยปลูกเป็นพืชหมุนเวียนกับการปลูกข้าว กล่าวคือปล่อยให้ท่วมร่องส่วนในฤดูฝน แล้วปลูกข้าวบนสันร่อง ก็จะช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายเพราะไม่จำเป็นต้องสูบน้ำออกพอพ้นฤดูฝนก็ปลูกพืชผักหรือพืชล้มลุกแทนสลับกันไป


การขยายผล

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำแนวพระราชดำริในการขุดยกร่องเพื่อปลูกพืชมาดำเนินการในแปลงทดลองของศูนย์ฯ จนประสบผลสำเร็จ สามารถปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล พืชเศรษฐกิจต่างๆ ได้ และขยายผลดำเนินงานด้วยวิธีการนี้ไปสู่พื้นที่เป้าหมายได้แก่ พื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ พื้นที่พรุบาเจาะ พื้นที่พรุกาบแดง บ้านโคกอิฐ - โคกใน บ้านโคกกระท่อม บ้านยูโย และส่งเสริมให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่สนใจในการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดในเขตจังหวัดอื่นๆ ด้วย

โครงการพระราชดำริการปรุงน้ำเปรี้ยว


ความเป็นมา

การดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำบางนราตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนรา สามารถป้องกันน้ำเค็มมิให้รุกล้ำเข้าไปยังแม่น้ำบางนราได้ แต่การใช้น้ำเพื่อโครงการชลประทานในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำกลับประสบปัญหาคุณภาพน้ำเนื่องจากน้ำยังมีความเป็นกรดสูงมาก ในปี 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ศึกษาหาวิธีการปรับสภาพน้ำเปรี้ยวก่อนที่จะส่งน้ำไปใช้ประโยชน์ในแปลงเกษตรกร ในขณะเดียวกันให้มีปูนละลายไปพร้อมกับน้ำในปริมาณสูงพอที่จะช่วยปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดด้วย เพื่อช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องใส่ปูนในแปลงนา อันเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก ช่วยลดภาระในการทำงานของเกษตรกร ทรงเรียกวิธีการปรับสภาพน้ำเปรี้ยวนี้ว่า "การปรุงน้ำเปรี้ยว"

ผลการดำเนินงาน
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้จัดทำอาคารต้นแบบที่สถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส โดยใช้หินปูนฝุ่นเป็นวัสดุปรับสภาพน้ำเปรี้ยว ให้น้ำเปรี้ยวไหลผ่านกล่องบรรจุหินปูนฝุ่นในแนวนอน จากการดำเนินงานพบว่า สามารถปรับน้ำเปรี้ยวที่มีค่า pH 3 ขึ้นไปถึง 6 ได้ นอกจากนี้ได้นำน้ำที่ปรับสภาพแล้วไปใช้ปลูกข้าวในดินเปรี้ยวจัด ข้าวที่ปลูกโดยใช้น้ำปรับสภาพนี้ให้ผลผลิตใกล้เคียงกับการใช้หินปูนฝุ่นใส่ลงโดยตรงในแปลงนา การปรุงน้ำเปรี้ยวโดยวิธีนี้จะช่วยประหยัดปริมาณการใช้หินปูนฝุ่นได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยลดแรงงานในการโรยหินฝุ่น ในปี พ.ศ. 2539 ได้นำผลการทดลองนี้มาใช้ปรับสภาพน้ำเปรี้ยวภายในแปลงทดลองซึ่งแต่เดิมน้ำเปรี้ยวจากแปลงทดลองจะถูกระบายทิ้ง ทางศูนย์ฯ จึงได้ก่อสร้างอาคารปรับสภาพน้ำเปรี้ยวขึ้นบริเวณใกล้กับคลองระบายน้ำ โดยดัดแปลงขนาดและหน้าตัดของกล่องบรรจุหินปูนฝุ่นให้ใหญ่ขึ้น น้ำเปรี้ยวที่ผ่านการปรับสภาพถูกส่งกลับไปใช้ในแปลงทดลองได้อีก เป็นการประหยัดทรัพยากรน้ำและลดปัญหาน้ำเปรี้ยวได้อย่างดี

การขยายผล

ในการพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดบ้านยูโย งานชลประทานได้นำผลการทดลองนี้ไปใช้ในการปรับสภาพน้ำเปรี้ยวที่ระบายออกจากพื้นที่ในคลองบางเตย ต.บางขุนทอง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยสร้างคันหินปูนฝุ่นขวางลำน้ำในคลอง น้ำเปรี้ยวในคลองจะถูกปรับสภาพก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำบางนรา

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4

คำถามท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 4

จงเติมคำลงในช่องว่างต่อไปนี้ให้สมบูรณ์และถูกต้อง

1. คำว่า Communis แปลว่า คล้ายคลึงหรือร่วมกัน หรือความหมายอีกนัยหนึ่งคือ การสื่อสาร

2. การสื่อความหมาย หมายถึง กระบวนการส่งหรือถ่ายทอดความรู้ เนื้อหา สาระ ความรู้สึก นึกคิด ทัศนคติ ค่านิยม ทักษะ ตลอดจนประสบการณ์จากบุคคลฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ ผู้ส่ง ” ไปยังอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ ผู้รับ ”

3. Sender _ Message _ Channel _ Receiver

4. สาร หมายถึง เนื้อหา สาระ ความรู้สึก ทัศนคติ ทักษะ ประสบการณ์ที่มีอยู่ในผู้ส่ง หรือแหล่งกำเนิด

5. Elements หมายถึง องค์ประกอบย่อย ๆ พื้นฐานที่จำเป็นต้องมีตัวอย่าง เช่น สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ หรือสีแดง สีเหลือง เส้น เป็นต้น

6. Structure หมายถึง โครงสร้างที่เกิดจากการนำเอาองค์ประกอบย่อย ๆ มารวมกันตัวอย่าง เช่น คำ ประโยค หรือสีสันของรูปร่าง รูปทรง ฯลฯ

7. Content หมายถึง ข้อมูลที่เป็นความรูสึกนึกคิด ความต้องการของผู้ส่งตัวอย่าง เช่น ข้อมูลนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร สอดคล้องเหมาะสมกับอะไร

8. Treatment หมายถึง วิธีการเลือก การจัดรหัสและเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบที่จะสามารถถ่ายทอดความต้องการของผู้ส่งไปยังผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ส่งมีวิธีการและเทคนิคเฉพาะตัว ซึ่งบางทีเราเรียกว่า Style ในการสื่อสารตัวอย่าง เช่น การส่งสารโดยใช้เสียงเพลงเป็นตัวนำ หรือส่งโดยการอัดเทปข้อความในสาร

9. Code หมายถึง กลุ่มสัญลักษณ์ที่ถูกนำมาจัดแทนความรู้สึกนึกคิด ความต้องการตัวอย่าง เช่น ภาษาพูด ภาษาดนตรี ภาพวาด กิริยา ท่าทาง

10. อุปสรรคหรือสิ่งรบกวนภายนอก เช่น เสียงดังรบกวน อากาศร้อน กลิ่นไม่พึงประสงค์ แสงแดด ฯลฯ

11. อุปสรรคหรือสิ่งรบกวนภายใน เช่น ความเครียด อารมณ์ขุ่นมัว อาการเจ็บป่วย ความวิตกกังวล

12. Encode หมายถึง ผู้ส่งสารขาดความสามารถในการเข้ารหัส

13. Decode หมายถึง ความบกพร่องของสื่อหรือช่องทาง การเลือกใช้สื่อและช่องทางที่ไม่เหมาะสม

14. จงอธิบายการสื่อความหมายในการเรียนการสอนมาให้ครบถ้วนและถูกต้องการสื่อความหมายต้องมีองค์ประกอบดังนี้ครู คือผู้ส่งและกำหนดจุดมุ่งหมายของระบบการสอนควรมีพฤติกรรมดังนี้
- เข้าใจเนื้อหาการสอนเป็นอย่างดี
- มีความสมารถในการสื่อความหมาย
- จัดบรรญากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้เนื้อหา
-หลักสูตร ที่จะถ่ายทอดไปยังผู้เรียนควรมีลักษณะดังนี้
- เหมาะสมกับเพศและวัย
- สอดคล้องกับเทคนิค วิธีการสอน
- เนื้อหา ควรปรับปรุงให้ทันสมัยสื่อหรือช่องทาง เป็นตัวกลางหรือพาหะ ควรมีลักษณะเป็นดังนี้
- สอดคล้องกับธรรมชาติของประสาทสัมผัส
- เด่น สะดุดตา ดูง่าย สื่อความหมายได้ดีนักเรียน หรือผู้เรียน ในการเรียนการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีลักษณะดังนี้
- มีทักษะในการสื่อความหมาย
- มีความพร้อมทางจิตใจ
- มีความพร้อมทางร่างกาย โดยเฉพาะประสาทสัมผัสทั้ง 5
- มีเจคติที่ดีต่อครูผู้สอนเนื้อหาวิชา

15. จงอธิบายถึงความล้มเหลวของการสื่อสารในการเรียนการสอน
15.1 ครูผู้สอนไม่บอกวัตถุประสงค์ในการเรียนให้ผู้เรียนทราบก่อนลงมือสอน
15.2 ครูผู้สอนไม่คำนึงถึงข้อจำกัดและขีดความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน
15.3 ครูผู้สอนไม่สนใจที่จะจัดบรรยากาศ ขจัดอุปสรรคและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้เรียนก่อนลงมือสอน15.4 ครูผู้สอนบางคนใช้คำยาก ทำให้ผู้เรียนไม่เข้าใจความหมาย
15.5 ครูผู้สอนมักเสนอเนื้อหาวกวน สับสน รวดเร็ว ไม่สัมพันธ์ต่อเนื่อง กระโดดไปมา
15.6 ครูผู้สอนไม่สนใจที่จะใช้สื่อการสอนหรือเลือกใช้สื่อการสอนไม่เหมาะสมกับเนื้อหา

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1 (ภาค 2 )

5. เทคโนโลยีการศึกษามีกี่ระดับ แต่ละระดับมีความหมายว่าอย่างไร จงอธิบายพอเข้าใจ
- เทคโนโลยีการศึกษามี 3 ระดับ
1. ระดับอุปกรณ์การสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีในระดับเครื่องช่วยการสอนของครู(Teacher, Aid) เป็นการเร้าความสนใจของนักเรียน ขยายความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง
2. ระดับวิธีสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีแทนการสอนของครูด้วยตนเอง โดยผู้สอนไม่จำเป็นจะต้องอยู่ใน สถานที่แห่งเดียวกับผู้เรียนเสมอไป เช่นการสอนทางไกลโดยใช้วิทยุ โทรทัศน์ หรือเอกสารทางไปรษณีย์
3. ระดับการจัดระบบการศึกษา เป็นการใช้เทคโนโลยีการศึกษาระดับกว้าง สามารถจัดระบบการศึกษาตอบสนองผู้เรียนได้จำนวนมาก เช่น ระบบการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีผู้เรียนทั่วประเทศแต่ผู้เรียนอาจจะไม่เคยเห็นผู้สอนตัวจริง มีแต่ผู้บรรยายทางโทรทัศน์ เทคโนโลยีระดับนี้มีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น งานบริหารการศึกษา งานพัฒนาการศึกษา สื่อการศึกษา ฯลฯ


6. จงอธิบายข้อแตกต่างและความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ชัดเจน
เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาขบวนการ วิธีการ และแนวความคิดใหม่ ๆ มาใช้หรือประยุกต์ใช้อย่างมีระบบเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรม หมายถึง แนวคิด เทคนิควิธี กิจกรรม วัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่นำมาใช้แก้ปัญหาในการทำงาน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผลงานดีขึ้น หรือ เป็นที่พอใจมากขึ้น


7. จงบอกถึงขั้นตอนในการเกิดนวัตกรรมมาให้ถูกต้อง
1. ขั้นการประดิษฐ์คิดค้น (Invention)
2. ขั้นการพัฒนาการ (Development) หรือขั้นการทดลอง (Pilot Project)
3. ขั้นการนำไปหรือปฏิบัติจริง (Innovation)


8. จงบอกถึงบทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษากับการจัดการเรียนการสอนมาอย่างน้อย 5 ข้อ
1. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้กว้างขวางมากขึ้น ได้เห็นหรือได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียนและเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ และยังทำให้ผู้สอนมีเวลาแก่ผู้เรียนมากขึ้น
2. สามารถสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนมีอิสระในการแสวงหาความรู้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมากขึ้น ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถ ตามความสนใจ และความต้องการของแต่ละบุคคล
3. ให้การจัดการศึกษาดีขึ้น มีการค้นคว้าวิจัย ทดลอง ค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ตามสภาพความเปลี่ยนแปลง
4. มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสื่อการสอน ให้มีคุณค่าและสะดวกต่อการใช้มากขึ้น
5. ทำให้การเรียนรู้ไม่เน้นเฉพาะด้านความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เน้นด้านทัศนะหรือเจตคติและทักษะแก่ผู้เรียนด้วย เช่น การเรียนผ่านทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ ชุดการสอน กระบวนการกลุ่ม เป็นต้น


9. จงยกตัวอย่างนวัตกรรมทางการศึกษาในปัจจุบันมาอย่างน้อย 3 ชนิด
1. ศูนย์การเรียน ใช้ร่วมกับชุดการเรียนการสอน แบบเรียนสำเร็จรูป
2. การสอนแบบโปรแกรม
3. บทเรียนสำเร็จรูป
4. ชุดการเรียนการสอน
5. การเรียนการสอนระบบเปิด


10. จงอธิบายถึงสาเหตุของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ทางการศึกษาอย่างน้อย 3 ข้อ
1. การเพิ่มจำนวนประชากร
2. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
3. ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการใหม่ ๆ



11. จงอธิบายถึงแนวคิดในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับการศึกษาไทย 3 ข้อ
1. คนไทยส่วนใหญ่ไม่นับถือตนเอง
2. คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม
3. คนไทยส่วนใหญ่ขาดลักษณะที่พึงประสงค์ตามลักษณะสังคมไทย


12. จงยกตัวอย่างและแนวทางในการแก้ไขของการขาดลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทย อย่างน้อย 3ประการ
1. การจัดโรงเรียนไม่แบ่งชั้น
2. เรียนปนเล่น
3. การจัดโรงเรียนในโรงเรียน
4. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
5. การสอนเป็นคณะ

‘ถั่วงอกตัดรากไร้สารพิษ’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำได้ในครัวเรือน


“ถั่วงอก” จัดเป็นพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารมากมายหลายชนิด ในวงการแพทย์เชื่อว่าในถั่วงอกมีกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายและขับไขมันส่วนเกินซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญถั่วงอกมีวิตามิน ซีสูงมาก และถั่วงอกยังเป็นพืชผักที่สามารถทำบริโภคกันได้ในครัวเรือนโดยผลิตเป็นพืชผักปลอดสารพิษได้ง่าย แต่ที่ผ่านมาวิธีการเพาะถั่วงอกมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ทั้งหมดจะได้ถั่วงอกที่มีรากติดมาด้วย ปัญหาเรื่องรากไม่สะดวกต่อการบริโภคทำให้เสียเวลามาเด็ดราก ในขณะนี้มีเรื่องที่น่ายินดีมีเกษตรกรไทยที่ค้นหาวิธีการเพาะถั่วงอกแบบไร้รากและปลอดสารพิษเป็นผลสำเร็จ คุณสมร เทียมมงคล เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จ.ลพบุรี บ้านเลขที่ 196/2 หมู่ 8 ถนนพหลโยธิน ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี ได้ใช้เวลานานหลายปีในการค้นหาวิธีในการเพาะถั่วงอกแบบตัดรากและเป็นรายแรกของเมืองไทยที่คิดค้นวิธีการเพาะถั่วงอกแบบนี้ โดยถั่วงอกที่เพาะได้ไม่ต้องไปเด็ดรากทิ้งอีก ได้ถั่วงอกที่มีความสด, กรอบและรสชาติอร่อยมาก


คุณสมรได้ให้คำแนะนำในการเพาะถั่วงอกแบบนี้เริ่มจาก การคัดเลือกเมล็ดถั่วเขียวจะต้องคัดเมล็ดที่ไม่สวยออก หลังจากนั้นนำเมล็ดมาล้างทำความสะอาด 2-3 น้ำ เทคนิคที่สำคัญก็คือจะต้องนำถั่วเขียวที่ทำความสะอาดแล้วมาแช่ในน้ำอุ่นนานประมาณ 8 ชั่วโมง (วิธีเตรียมน้ำอุ่นให้ใช้น้ำเดือด 1 ส่วนผสมกับน้ำเย็นธรรมดา 3 ส่วน) หลังจากแช่น้ำอุ่นแล้วนำมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2-3 ครั้งจนน้ำดูใสสะอาด อุปกรณ์ที่ใช้เพาะถั่วงอกแบบตัดรากจะใช้ตะกร้าพลาสติกที่มีปากกว้างประมาณ 15 นิ้ว และมีความสูงประมาณ 12 นิ้ว มีตาข้างรอบตะกร้าเพื่อเป็นรูระบายน้ำ หลังจากนั้นให้วางแผ่นตะแกรงพลาสติกเป็นฐานรองก้นตะกร้า ปูทับด้วยแผ่นกระสอบป่าน ปูแผ่นตะแกรงพลาสติกทับอีกที และโรยเมล็ดถั่วเขียวให้ทั่วตะแกรงหนาประมาณ 1.50 เซนติเมตร ถือว่าเสร็จสิ้น 1 ชั้น จากนั้นปูทับด้วยกระสอบป่านตามด้วยตะแกรงพลาสติกแล้วโรยเมล็ดถั่วให้มีความหนาเท่าเดิม ทำซ้ำแบบนี้ 4 ชั้น แต่ในชั้นสุดท้ายเมื่อโรยเมล็ดถั่วเสร็จแล้ว หลังจากปิดทับด้วยตะแกรงพลาสติกแล้วจะต้องปิดทับด้วยกระสอบป่าน 2 ผืนซ้อนกัน หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม นำตะกร้าไปใส่ในถุงดำที่ตัดมุมตรงก้นถุงออกแล้ว ทำการพับปากถุงให้มิดชิดเพื่อไม่ให้อากาศและแสงเข้า นำไปวางไว้ในที่ร่มจะต้องรดน้ำ 3 เวลาเป็นอย่างน้อย (เช้า-กลางวัน-เย็น) รดน้ำจนครบ 3 คืน เช้าขึ้นมาอีกวันก็นำมาใช้ได้ โดยยกเอาแผงถั่วงอกมาแช่ในน้ำ ตัดเอาเฉพาะส่วนต้น ส่วนของรากทิ้งไป วิธีการนี้ง่ายมากเพราะรากของถั่วงอกจะแทงทะลุตะแกรงและกระสอบป่าน เราจะใช้มีดคม ๆ ตัดส่วนของต้นลงแช่น้ำ เทคนิคสำคัญตอนที่นำเอาถั่วงอกขึ้นจากน้ำ จะต้องผึ่งในตะกร้าสักพักเพื่อให้ถั่วงอกสะเด็ดน้ำแล้วรีบบรรจุลงถุงพลาสติกมัดยางให้แน่นโดยไม่ให้อากาศเข้า สามารถเก็บถั่วงอกไร้รากและปลอดสารพิษเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 5-7 วัน โดยถั่วงอกไม่เหลือง วิธีการเพาะถั่วงอกแบบนี้สามารถทำบริโภคได้ในครัวเรือน, ต้นทุนต่ำ และปลอดสารพิษ “คู่มือเพาะถั่วงอกตัดรากไร้สารพิษ” พิมพ์ 4 สีมีแจกฟรี, เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 15 บาท ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/200 ถนน ศรีมาลา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร.0-5661-3021.